ชีวิตก่อนความตาย….จบกฎหมายแล้วไปไหน ตอน 4 ไป….ทำงาน ตอนย่อย 4.1 “นิติกรราชการ”

วันนี้เรากลับมารู้จักกับ item ต่อไปของการผจญภัยในโลกของนักกฎหมายการกล่าวถึง item ต่อมาที่ดูดเวลาในชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็สร้างมูลค่าให้กับชีวิตอย่างคิดไม่ถึง

item “อาหาร” “งาน” คืออาหารของเรา

หลายคนหลังจากพ้นจากรั้วมหาลัย ชอบมีคำคามว่า ทำงานเลยดีมั้ย ถ้าเป็นสมัยก่อนคงเป็นคำถามที่สร้างความประหลาดใจ อ้าว เรียนจบแล้วก็ต้องทำงาน จะอยู่ว่างๆ ผลาญเงินพ่อแม่ต่อไปทำไม ทำงานไปเรียนไปก็ได้

แต่นิติศาสตรบัณฑิตจบใหม่สมัยนี้มี item ต้องเก็บมากกว่าที่คิด จบนิติศาสตรบัณฑิตเหมือนต้องใช้เวลาเรียนอย่างน้อย 5 ปี ถ้าจะให้ดีต้องเลี้ยงไปยันสอบผู้พิพากษา อัยการ (ถ้าที่บ้านมีเงินพอเลี้ยงไหว) ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่ทำอย่างนั้นได้ และก็มีเหตุผลอีกมากมายที่คนจบกฎหมายเลือกจะ “ทำงาน”

บทความนี้จึงเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของฉัน และหลายคนที่เวียนว่ายอยู่ในโลกของนักกฎหมาย ที่ถึงเวลาที่จะต้องหาอาหารกินเอง

การทำงานเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำไปตลอดชีวิต ไม่ว่าเราจะพิชิต item อื่นๆ ได้หรือไม่ เมื่อใด

การทำงานมีไปเพื่อจุดหมายหลายระดับ ทั้งเพื่อเลี้ยงปากท้อง เพื่อเพิ่มฐานะทางสังคม เพื่อสร้างทักษะ สร้างคุณค่าของคน ของโลก และสิ่งสูงสุดของการทำงาน คือ การทำงานเพื่องาน

ทำไมคนเราต้องทำงาน คำตอบก็คงไม่ต่างกับทำไมเราต้องหาอาหารมากิน

ถ้าเรามีคนหาอาหารให้ เราก็อาจจะไม่ต้องทำงาน (แต่จะแน่ใจได้ยังไงว่าจะมีคนหาอาหารให้ตลอดไป)

แต่ถ้าเราไม่มีคนหาอาหาร เราก็ต้องหาอาหารเอง

อาหารในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง “เงิน” แต่หมายถึงการกระทำใดๆ ก็ตามเพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะเป็น

หลายคนอาจบอกว่า มีเงินอย่างเดียวก็พอ มีเงินแล้วก็ซื้อทุกอย่างได้ แต่ลองคิดดูว่าถ้าระบบการดำรงชีพบนโลกใบนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ มาได้ด้วย”เงิน” แล้ว เราจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไร เพียงนึกย้อนไปสมัย ที่คนเรายังไม่มีเงินใช้ คนเราดำรงชีวิตอยู่กันได้อย่างไร คนในสมัยนั้นตื่นมาก็ต้องทำงาน แม้ว่าทำงานแล้วจะไม่ได้เงิน

เราทำงาน เพื่อการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่างหาก มนุษย์เริ่มทำงานเพื่อเลี้ยงปากท้องให้หายหิว หลังจากนั้นก็ทำงานเพื่อพัฒนาสร้างสิ่งต่างๆเพื่อความสะดวกสบาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็เป็นการทำงาน เรายังคงทำงานกันต่อไปแม้จะมีอุปสรรคขวางกั้น เพราะเราเชื่อมั่นในสิ่งที่ดีขึ้น ทั้งในแง่ของตัวเรา สังคม และก็โลก

สิ่ง แรกที่ได้ฉันจากการทำงานก็คือ ได้รู้ว่าการเรียนกฎหมายในชั้นปริญญาตรีนั้น ถ้าเราศึกษาแต่กฎหมาย แต่ไม่ได้ศึกษากระบวนการคิดมาด้วย เราจะต่อยอดมันไปไม่ได้ การเรียนกฎหมายในระดับปริญญาตรีเป็นสิ่งจำ เป็น แต่ไม่ใช่สิ่งสุดท้าย การใช้กฎหมายในชีวิตการทำงาน ไม่ใช่เพื่อการได้มาเพื่อ “ธงคำตอบ” อย่างเดียวเท่านั้น แต่มันคือ ศิลปะ ที่ไม่สามารถใช้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีตัวไหนมาทำงานแทนได้ ต่อให้บนโลกมีบิล เกตต์ สิบคน สตีฟ จ๊อบส์ อีกแปดคน ก็ไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีอะไรที่สามารถพิมพ์ข้อเท้จจริงเข้าไปแล้วคิดคำตอบ ทางกฎหมายออกมาได้

แต่คุณทำได้

นี่เป็นคำตอบว่า ทำไมกฎหมายจึงเป็นวิชาชีพ

นอกจากนั้น ประสบการณ์ทำงานอาจช่วยคุณในการได้รับ offer จากมหาลัยต่างชาติ ที่คุณหมายมาดจะเข้าไปศึกษา

ประสบการณ์ทำงาน อาจนำไปสู่งานอื่นที่ดีกว่า หรือใช่สำหรับคุณมากกว่า

ในชีวิตการทำงาน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้เวลา การหา item อาหารอาจทำให้คุณไม่ได้ใช้เวลาตามหา item อื่น

ถ้า item อื่นสำคัญสำหรับคุณเหมือนกัน จงถามตัวเองว่า พร้อมไหมที่จะแบ่งเวลาหลังจากการหาอาหาร มาตามหา item อื่น

มันอาจจะทำให้คุณเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่มันก็อาจเป็นความภาคภูมิใจอย่างถึงที่สุด

ระหว่างทาง คุณอาจจะได้คำตอบว่า คุณยังต้องการ item อะไรอีกหรือไม่ ถ้าต้องการ จะค่อย ๆ เก็บมันไป หรือลาออกมาตามหามัน

ทุกวันของการทำงาน จะมีอาหารใหม่ๆ มาให้คุณลิ้มลอง บางวันอร่อยล้ำ บางวันก็ทำให้ช้ำจนน้ำตาตก หรือทำให้อยากจะชกหน้าใครแถวนั้น

บางครั้ง คุณจะได้พบว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม เพราะโลกนี้ไม่มีความยุติธรรมที่แท้จริง มีแต่สิ่งที่ใกล้เคียงเท่านั้น

ถ้าอาหารของคุณไม่อร่อย กินไม่ไหว ไม่มีสิ่งที่ใกล้เคียงกับความยุติธรรม ก็ไปหาแหล่งอาหารใหม่ที่ดีกว่าเถิด

เรา เลือกที่จะกิน หรือไม่กินอะไรก็ได้ฉันใด เราก็เลือกที่จะทำงานอะไรก็ได้ฉันนั้น แต่ต้องยอมรับว่าไม่มีแหล่งอาหารใดที่จะถูกปากตลอดกาล หรือสุนัขไม่รับประทานตลอดไป

บางครั้งอดทนกินไปอีกสักหน่อย เพื่อที่จะได้รู้ว่า คุณรับอะไรได้มากกว่าที่เคยคิด ความผิดพลาดเป็นอีกรสชาติของชีวิต รีบๆผิดเสียตั้งแต่เด็กๆ ความผิดจะเล็กกว่าตอนเป็นผู้ใหญ่

เหมือนเวลาเด็กๆ วิ่งแล้วล้ม ร้องไห้แป๊บเดียวก็กลับมาวิ่งเล่นใหม่ได้ แต่ผู้ใหญ่ล้มที ล้มดัง เจ็บนาน บางทีพาลเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต กันเลยที่เดียว

เมื่อคุณก้าวข้ามข้อ จำกัดของตัวเองไปได้อีกขั้น ต่อไป ไม่ว่าอาหารจะเป็นยังไงคุณก็กินได้ ตอนเด็กๆ กินง่าย ตอนเป็นใหญ่ จะได้กินในสิ่งที่อยากกิน

ที่สำคัญ จงกินอาหารที่มีประโยชน์ และไม่เบียดเบียนสังคม

คน ที่อ่านมาถึงตอนนี้ อาจรู้สึกได้ว่าผู้เขียนสนับสนุนให้ทำงาน ซึ่งขอยอมรับว่า “จริง” เพราะฉันเชื่อว่าคนทุกคนเกิดมาต้องทำงาน ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องทำ

ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”

การทำงานคือการสร้างคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เราคงไม่อยากตายไปโดยไม่ทำอะไรให้กับโลกใบนี้ นอกจากสร้างขยะและมลพิษไปวันๆ

คำถามมีแค่ว่า “เมื่อไหร่”

ถามใจตัวเองดู

กลับมาที่เรื่องของเรา จบกฎหมายแล้วไปไหน….ไป “ทำงาน”

คนเพิ่งจบกฎหมายจะทำอะไรได้บ้าง

นิติศาสตรบัณฑิตจบใหม่ไร้ประสบการณ์และ item อื่น มีที่ยืนบนเขาวงกตของนักกฎหมายได้หรือไม่ ไปดูกัน

อย่างแรกที่คนจบกฎหมายทำได้ คือ “นิติกร”

ไม่ ว่าจะเป็นนิติกรภาคราชการหรือภาคเอกชน ล้วนแต่เปิดรับคนจบนิติศาสตรบัณฑิตมากมาย แต่บางครั้งก็อาจพ่วงท้ายขอ item อื่นๆ (เช่น นิติกรอัยการ รับคนจบเนติ์ หรือนิติกรเอกชนที่รับคนมีตั๋วทนาย เป็นต้น)

แต่รับรองว่าในวงการนิติกร มีที่ยืนสำหรับคนที่มีแต่มือเปล่าอย่างเราๆ แน่นอน โดยเฉพาะนิติกรลูกจ้างหน่วยงานราชการ ที่เปิดรับกันบานเป็นดอกเห็ด

เนื่องจากผู้เขียนเป็นคนหนึ่งซึ่งเริ่มต้นและยังคงเป็นนักกฎหมายของหน่วยงานราชการ

ในครั้งนี้จึงขอลงรายละเอียดของการเป็น “นิติกรราชการ” เป็นอันดับแรก ส่วนงานอื่นๆ จะได้หาข้อมูลมาเขียนในลำดับถัดไป

หนทางสู่การเป็นนิติกรหน่วยงานราชการนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เรียงตามลำดับความ Hot ของหน่วยงานได้

ถ้า เป็นนิติกรศาล นิติกร ป.ป.ช. กฤษฎีกา DSI หรือหน่วยงานใดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหน่วยงานด้านกฎหมายแท้ๆ ก็จะมีคนแห่กันไปสมัครราวกับได้เงินเดือนหลักแสน ทั้งที่บางครั้งก็เป็นเพียงการเปิดรับตำแหน่งลูกจ้าง

ทำเหมือนว่าการเป็นนิติกรในประเทศไทยมันมีแค่ในหน่วยงานเหล่านี้เท่านั้น

ซึ่ง ความจริงแล้ว หน่วยงานราชการอื่นๆ ที่อาจจะดูไม่ได้เน้นทางด้านกฎหมาย เช่น กระทรวง หรือกรมต่างๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยก็มีการเปิดรับสมัครตำแหน่งนิติกร หรือตำแหน่งที่คนจบนิติศาสตร์สามารถสมัครได้

ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในกรมแห่งหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนว่า กรมนี้มันทำอะไร (วะ)

เรา จะรู้ข่าวการเปิดรัยสมัครนิติกรได้จากหลายแหล่ง เช่น http://job.ocsc.go.th/ เว็บที่รวบการรับสมัครงานจากหน่วยงานราชการไว้ค่อนข้างเยอะและเชื่อถือได้ เพราะเป็นของ ก.พ. หรือเว็บอื่นๆที่เราอาจจะเข้ากันบ่อยๆ เช่น thaijustice หรือ http://www.sheetram.com/main/jobs.php

ล้วนแล้วแต่เป็นหนทางที่ทำให้คุณได้งานได้ไม่ยาก ถ้าไม่เลือกมากเกินไปนัก

สำหรับ คนจบใหม่ๆ ยังไม่ได้สอบภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. ก็อาจจะสมัครงานในตำแหน่งที่เป็นข้าราชการของหน่วยงานบางแห่งไม่ได้ หรือบางครั้งตำแหน่งข้าราชการก็ยังไม่เปิดสอบ

ขอแนะนำให้สมัครเป็นลูกจ้างไปก่อน เป็นเด็กๆ จบใหม่ เข้าไปศึกษางาน โง่บ้างก็ไม่มีใครว่า ถ้าไม่ชอบก็ออกง่ายกว่าการเป็นข้าราชการมาก

ระหว่างนั้นจะสอบภาค ก. ไป ก็ไม่มีใครว่า ถ้าชอบงานที่นั่น ถ้าเขาเปิดสอบ ก็ไปสอบ โอกาสได้เป็นข้าราชการก็ไม่ยากเกินไป

ฉัน ไม่ได้สนับสนุนให้หน่วยราชการรับคนใน แต่ถ้าคุณทำงานดี ระหว่างคนที่เห็นฝีมือกันมากก่อนกับคนที่มีแต่วุฒิการศึกษาเท่ากับคุณ แต่มาตอบคำถามตอนสอบสัมภาษณ์ไม่กี่นาที ใครควรจะได้รับเลือกมากกว่ากัน

หลาย คนที่พยายามสอบหลายครั้งแล้วไม่ได้ อย่าเพิ่งท้อใจ งานไม่ได้เลือกคุณแต่ฝ่ายเดียวแต่อย่างใด คุณเลือกงานที่เหมาะกับคุณได้เหมือนๆกัน

วันหนึ่ง คุณจะเจอที่ซึ่งเป็นของคุณ

แต่ที่สุดของความก้าวหน้าของหน้าที่การงาน คือ “ทำงานให้ดีที่สุด”

นิติกร ในหน่วยงานแต่ละแห่งทำงานไม่เหมือนกัน แล้วแต่ภารกิจของหน่วยงานนั้นๆ บางแห่งทำงานคดี บางแห่งทำงานตอบข้อหารือ บางแห่งทำงานด้านนโยบาย หรือไม่ก็ทำมันหมดทุกอย่างนั่นแหล่ะ (เช่นผู้เขียนเป็นต้น)

ไม่ว่าจะทำอะไร เมื่อเข้าไปแล้ว จงทำความรู้จักกับองค์กร และภารกิจขององค์กร รวมถึงกฎหมายที่ใช้เป็นหลักและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ศึกษา มันให้ถึงแก่น อย่าทำเฉพาะสิ่งที่หัวหน้าหรือนิติกรรุ่นพี่ใช้ให้ทำ บางครั้งหัวหน้าหรือรุ่นพี่ก็เห็นว่าเรายังเด็ก จึงให้ทำงานกิ๊กๆก๊อกๆไป

แต่งานกิ๊กก๊อกก็ต้องทำให้ดีที่สุด ถ่ายเอกสารให้ดีที่สุด จัดระบบเอกสารให้ดี ศึกษางานสารบรรณ การร่างหนังสือไว้

แต่ อย่าลืมว่าคุณคือ “นิติกร” คุณต้องศึกษากฎหมาย ตอนนี้ คุณกำลังอยู่ท่ามกลางแหล่งความรู้มหาศาล และคุณคือคนที่ได้รับสิทธิที่จะเข้าถึงมันได้ จงเข้าถึงมันซะ

จะได้ รู้ว่า โลกนี้มันมีกฎหมายอีกหลายอย่างที่เราไม่เคยเรียนในชั้นปริญญาตรี มันมีอะไรมากกว่านั้นอีกมากมายที่ตำราไม่กล้าบอก หรือเหนือกว่าที่แวดวงวิชาการจะไปถึง

และถ้าที่ทำงานของเราทำงานเน้น ด้านอื่น เราต้องพัฒนาความรู้ด้านอื่นไปด้วย ไม่เช่นนั้น เราจะไม่มีวันเข้าใจกฎหมายที่เรารับผิดชอบอยู่อย่างแท้จริง

ลองคิดดู ว่ามันกำไรแค่ไหนที่คุณได้รู้ในสิ่งที่ไม่ต้องเสียเงินเรียน เค้าจ่ายเงินทุกเดือนที่คุณทำงานให้ แถมยังให้โบนัสที่มองไม่เห็นเป็นความรู้อันไม่มีวันเหือดแห้ง

ทำงานวันหนึ่งอย่าคิดถึงแต่เงินเดือน (เพราะมันมักจะน้อยนิด ด้วยคติว่า อย่าคิดกำไรกับงานที่ทำเพื่อประชาชน)

เพราะฉะนั้นจงไปเอาโบนัสของคุณมาให้เต็มที่ เพราะโบนัสที่มองไม่เห็นนี่หล่ะ คือ item เล็กๆ ที่จะนำคุณไปสู่ความก้าวหน้าอีกขั้น

ถึงคุณจะเป็นลูกจ้างหรือข้าราชการใหม่ ไม่มีกฎหรือระเบียบข้อไหนห้ามคุณรู้มากกว่าคนที่อยู่มานาน (แต่จงใช้มันอย่างถูกที่ถูกทาง)

ในชีวิตการทำงาน มีการ “ฝึกงาน” ซ่อนอยู่ตลอดไป

ถ้ามีข้อสงสัย มีคนที่อยู่มาก่อนคุณมากมายให้ถาม เป็นที่ปรึกษากฎหมายที่ไม่เคยกดเวลาลง timesheet เอาบิลมาเก็บเงินคุณ

แต่ถ้าคุณไม่ชอบการทำงานเอกสาร ขั้นตอนวุ่นวาย สายการบังคับบัญชา ก็ไม่ควรมาอยู่ในสายงานราชการ

แต่ถ้ามาเรียนรู้แบบผ่านๆ ก็พอไหว

เพราะ การทำงานราชการ คุณจะมีเจ้าชีวิตมากกว่าที่คุณจะคิดไปถึง มีรายละเอียดยิบย่อยเยอะแยะนัก แม้แต่การเว้นวรรคและการตั้งย่อหน้า คุณจะได้พบกับความมหัศจรรย์ของบุคลากรที่เีรียกว่า “หน้าห้อง” ที่มีสายตาเรดาห์ สามารถรู้ว่าคุณเคาะวรรคเกินไปหนึ่งครั้ง หรือตั้งบรรทัดใหม่สั้นไปกี่มิลลิเมตร ใช้คำเชื่อม ที่ ซึ่ง อัน ได้สละสลวยหรือไม่ (บางครั้งก็ขอให้ได้แก้ซักหน่อย จะได้รู้ว่ากรูอ่านแล้วนะ)

บางครั้งการตอบข้อหารือหนึ่งเรื่อง อาจต้องทำลายต้นไม้ไปครึ่งป่า ทำงานนโยบายแก้กฎหมาย อาจทำให้ป่าเขาใหญ่กลายเป็นเขาหัวโล้นได้ในพริบตา

อาจ ต้องทำเอกสารสามล้านเวอร์ชั่น ตัดคำขึ้นบรรทัดใหม่ผิดพลาด กระทบหน้าที่มีการเซ็นชื่อผ่านงาน ก็ต้องวิ่งขอลายเซ็นกันใหม่หมด ยิ่งกว่าตามล่าลายเซ็นดาราเสียอีก

ทุกอย่างต้องเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐาน จะเอาใครมาสืบพยานก็ไม่ได้ โง่มากก็ไม่ได้ เก่งเกินหน้านายก็โดนเขม่น

ใคร โทรมาถามปัญหากฎหมาย บางทีตอบตรงๆ ก็ไม่ได้ กลัวความรับผิดต่างๆ นานา ซึ่งก็มีเหมือนกันที่ตอบไปอย่าง มันไปเขียนอีกอย่าง แล้วอ้างว่าเราตอบไปแบบนั้น (สัน….จริงๆ)

อีกอย่างที่ต้องทำใจในระบบราชการก็คือ การเลื่อนขั้นแบบใช้วุฒิการศึกษาประกอบกับเวลาทำราชการ

ข้าราชการพลเรือนที่จบปริญญาตรี ต้องใช้เวลา 6 ปี ถึงจะได้เลื่อนเป็นชำนาญการ ต่อให้ทำงานเก่งแบบเทพยดาลงมาจุติก็ตาม

ถ้าอยากเลื่อนขั้นเร็วก็ต้องไปจบปริญญาโท จะได้ลดเวลาเหลือ 4 ปี แม้ว่าจะไม่จำเป็นต้องใช้อย่างที่บอกไปในตอนที่ 3 ก็ตาม

กว่าจะได้เลื่อนขั้นก็ต้องอายุขึ้นเลขสามไปแล้ว ซึ่งเป็นการเลื่อนขั้นที่ไม่สัมพันธ์กับความสามารถในการเรียนรู้และการทำงานเอาเสียเลย

ไม่แปลกที่ระบบราชการยังคงดู “เชย” ไม่เปลี่ยนแปลง

Posted on April 24, 2011, in ชีวิตก่อนความตาย...จบกฎหมายแล้วไปไหน and tagged , , , . Bookmark the permalink. Leave a comment.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: